บริการของเรา บทความ ผลงานที่ผ่านมา ติดต่อเรา
กลับไปหน้าบทความ

Quick Response VS Standard Response

แอดฯเชื่อว่าหลายคนคงมีความคุ้นเคย คุ้นชินกับหัวกระจายน้ำดับเพลิงกันอยู่แล้ว เห็นๆกันอยู่บ่อยๆ แต่จะมีมั้ยที่จะรู้ลึกลงไปอีกว่าที่เห็นๆอยู่มันคือหัวกระจายน้ำดับเพลิงแบบไหน แล้วมันต่างกันยังไง แล้วผลของความแตกต่างคืออะไร แล้วทำไมมันต้องต่างกัน

แอดฯเชื่อว่าคนที่ทำงานด้านนี้ จะต้องเคยสงสัยกันบ้างแหละว่ามันต่างกันยังไง แล้วต่างกันเพราะอะไร (เออ..นั่นดิ) ซึ่งจริงๆแล้วแค่เรื่องของ หัวกระจายน้ำดับเพลิงอย่างเดียวนี่ก็มีข้อสงสัยเยอะแยะแล้วนะครัช แต่แอดฯก็ไม่รู้จะไปปรึกษาคนขายเจ้าไหนเหมือนกัน ถามไปเค้าไม่ค่อยจะตอบกัน ไม่รู้ทำไม น้อยใจแปป 555555+
มันก็เลยเป็นเวรเป็นกรรม อยากรู้อะไรก็ต้องอ่านเอาเอง 😭

มาเข้าเรื่องของเราในวันนี้กันดีกว่า #Quick_Response_VS_Standard_Response

ซึ่งก่อนที่เราจะไปตรงนั้น เราจะต้องมาทำความรู้จักกับส่วนต่างๆของหัวกระจายน้ำดับเพลิงกันก่อน คือ

  1. Body
  2. Arm
  3. Glass Bulb
  4. Deflector

ไอ้เจ้า Glass bulb หรือกระเปราะแก้วที่ข้างในบรรจุของเหลวประเภทกลีเซอรีนนี่แหละที่จะเป็นตัวกำหนดทั้งระยะเวลาและอุณหภูมิในการทำงานของหัวกระจายน้ำดับเพลิง และเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาของวงการ เพราะจุดนี้เองที่ผู้ผลิตได้พัฒนา หัวกระจายน้ำดับเพลิง ให้มีความไวต่อการตอบสนองมากขึ้น

  • Standard Response จะมีกระเปราะแก้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร
  • Quick Response จะมีกระเปราะแก้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตร

ซึ่งความแตกต่างของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกระเปราะแก้วนี้เอง จะทำให้หัวกระจายน้ำแบบ Quick Response นั้นสามารถทำงานได้เร็วกว่าแบบ Standard Response (ที่อุณหภูมิทำงานที่เท่ากัน)
อ้าว Quick Response ดีกว่างี้ก็ต้อง Quick Response ให้หมดเลยดิแอดฯ จะรออะไร
ช้าก่อนจอมยุทธทั้งหลาย ในยุทธภพนี้ใช่ว่าเจ้าจะสามารถทำอะไรตามอำเภอใจเจ้าได้ มันยังมีผู้คุมกฎอยู่

ซึ่งมาตรฐานกำหนดการเลือกใช้ประเภทของหัวกระจายน้ำดับเพลิงไว้ดังนี้ คือ

ห้ามใช้หัวกระจายน้ำดับเพลิงแบบQuick_Response กับพื้นที่ครอบครองอันตรายมาก(Extra Hazard) ในกรณีที่ออกแบบแบบ Density/area Design Method (มันมีวิธีอื่นด้วยเหรอฟร่ะ หรือจะพูดถึงพวกวิธี Specific/Area เช่น Warehouse กันนะ?) หรือพื้นที่อื่นๆที่มีของเหลวไวไฟจำนวนมาก หรือพวกฝุ่นที่ติดไฟได้ ส่วนที่เหลือสามารถใช้ได้

แล้วทำไมถึงห้าม?? เอาหละสิ คำถามนี้ปกติราคาเป็นหมื่นเลยนะครัชช(เพราะต้องลงเรียนกับ NFPA) แต่ไม่เป็นไร แอดฯผู้นี้มีแต่ให้ 5555+

เพราะด้วยความที่มันทำงานไวเกินไปนี่เอง อาจทำให้หัวกระจายน้ำดับเพลิงที่อยู่นอกเขตพื้นที่การลุกลามของเพลิงไหม้ทำงานเองทั้งที่ไม่จำเป็น (เนื่องจากอุณหภูมิของเพลิงจากของเหลวไวไฟนั้นค่อนข้างสูง จนทำให้ช่วงเวลาสั้นๆ อาจเกิดการทำงานพร้อมกันเกินกว่าที่เราได้ออกแบบไว้ในทีแรก ซึ่งจะลงลึกไปถึงเรื่องการออกแบบ เขียนบรรยายไม่ไหว สงสัยต้องเปิด Live 55555+)
และมาตรฐานได้กำหนดการเลือกใช้หัวกระจายน้ำดับเพลิงไว้อีกนิดหน่อยคือ

ในพื้นที่ครอบครองอันตรายน้อย(Light Hazard) ให้เลือกใช้

หัวกระจายน้ำดับเพลิงแบบ Quick Response เท่านั้น(พูดในกรณีการออกแบบทั่วไปในบ้านเราก่อนนะครับ) เว้นแต่เป็นงานปรับปรุงพื้นที่เดิม พื้นที่เดิมใช้ Standard response อยู่แล้ว หรือ ให้ใช้ Standard Response ได้ เมื่อต้องเปลี่ยนกับของเดิมที่เป็น Standard Response เหมือนกัน(เข้าใจว่าข้อกำหนดนี้มาทีหลัง บางงานติด Standard Response ไปแล้ว ก็เลยอนุโลม)

และส่วนท้ายๆนี้แอดฯแถมให้ เป็นตารางการเปรียบเทียบระยะเวลาในการตอบสนองของหัวกระจายน้ำดับเพลิง แบบ Standard Response เทียบกับ Quick Response (ดูในรูปนะครัช)

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ ใครกดไลค์ กดแชร์ขอให้ถูกหวย 55555555+

ที่มา
NFPA 13, 2016; Standard for Installation Sprinkler System
UL 199, 2004 Edition; Standard for Automatic Sprinklers for Fire-Protection Service

หมวดหมู่: บทความ