กราบสวัสดีพี่น้องชาววิศวกรดับเพลิง ไม่ได้เขียนเพจนาน ในทุกๆวันนั้นมีความรู้สึกผิดต่อทุกคนมากครัช ที่ไม่ได้เขียน แต่ด้วยความที่ผิดคาด ตรงที่คิดว่า เมื่อลาออกแล้ว น่าจะว่างงาน นั่งกิน นอนกิน สบายๆ ที่ไหนได้ มีงานจ้างออกแบบ จ้างเป็นที่ปรึกษา มาเพียบ จนไม่ว่างมาเขียนเพจเลยครัช(กราบขอบพระคุณทุกท่านที่เมตตาแอดฯด้วยนะครัช)
แต่แอดฯก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แอบเก็บข้อมูลในกลุ่ม กลุ่มวิศวกรดับเพลิง และในแชทส่วนตัวของเพจ ทีี่แชทมาถามแอดฯ อยู่ตลอดๆนะครับ ว่า คำถามไหนมักถูกถามบ่อยๆ ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อนี้
ในกรณีทั่วไปที่เราทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิง โดยมากเราก็จะเจอแค่ตัวเดียวนะครับ (โดยเฉพาะงานโรงงาน) แต่พวกงานตึกสูง , พวกโรงกลั่นน้ำมัน หรือ โรงงานที่มีความเสี่ยงสูง อาจจะต้องมีการ Back Up เครื่องสูบน้ำสำรองเอาไว้ เนื่องจากในมุมของความเสี่ยง และในเเง่ของประกันภัย
ตัดเรื่อง Back Up ไปก่อน

ในกรณีที่เรามีเครื่องสูบน้ำดับเพลิงหลายๆเครื่อง ที่จะต้องทำงานพร้อมๆกันในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ จะต้องตั้งค่ายังไง?
มาตรฐานระบุไว้ง่ายๆนะครับ ว่า..
- Jockey Pump Stop = Churn Pressure + Minimum Suction Pressure
- Jockey Pump Start = Jockey Pump Stop - 10 psi
- Fire Pump(ตัวแรก) Start = Jockey Pump Start - 5 psi
- Fire Pump(ตัวที่สอง) Start = Fire Pump(ตัวแรก) Start - 10 psi
และหากมีปั้มตัวถัดไป ก็ให้ลดลง 10 psi จากความดันที่สั่งให้ Fire pump ก่อนหน้า Start
อ่านแล้วงง มาสมมติตัวอย่าง ซักข้อ จะได้หายมึน
Example
โครงการมี Fire pump 3 ตัว
Fire pump 5,000 gpm @ 100 psi (Churn P. = 120 psi)
คำว่า Churn Pressure หมายถึง ความดันของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงที่อัตราการไหลเป็นศูนย์ ดูได้จากกราฟปั้มนะครัช
Min. Suction P. = 5 psi
การตั้งค่าการทำงานจะเป็นดังนี้
- Jockey Pump Stop = 120 + 5 = 125 psi
- Jockey Pump Start = 125 - 10 = 115 psi
- Fire Pump(1st) Start = 115 - 5 = 110 psi
- Fire Pump(2nd) Start = 110 - 10 = 100 psi
- Fire Pump(3rd) Start = 100 - 10 = 90 psi
ฝากกดไลค์ กดแชร์ให้คนในวงการ วิศวกรดับเพลิง ได้อ่านกันเล่นๆด้วยนะคร้าบบบบ
ที่มา
NFPA 20 2016 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection